วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


            ปัญหาเขาพระวิหารเบื้องต้นและคำพิพากษาศาลโลก



ปัญหาเขาพระวิหารเบื้องต้น

       ความเป็นมาของข้อขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาเริ่มจากสนธิสัญญาที่ฝรั่งเศสซึ่งขณะเป็นเจ้าอาณานิคมที่ปกครองกัมพูชาอยู่ได้ทำสัญญาแบ่งเส้นเขตแดนบริเวณเขาพระวิหารกับไทย(ซึ่งขณะนั้นเป็นสยาม”)  สยามได้ทำสนธิสัญญาแบ่งเส้นเขตแดนกับฝรั่งเศสในปีพ.ศ.2447(ค.ศ.1904)และปีพ.ศ.2450(ค.ศ.1907)ซึ่งในสัญญากำหนดให้ใช้สันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักเป็นเส้นแบ่งเขตแดน(แนวสันปันน้ำก็คือแนวสันเขาที่แบ่งน้ำให้ไหลออกไปเป็นสองฟากนั่นเองซึ่งสันปันน้ำไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นยอดที่สูงที่สุดของเขาก็ได้แต่ต้องเป็นแนวที่เวลาฝนตกลงมาน้ำจะไหลแยกออกเป็นสองฟาก)เมื่อตกลงกันได้ตามสัญญาแล้วทั้งไทยและฝรั่งเศสจึงได้ตั้งคณะกรรมการปักปั่นเขตแดนขึ้นเพื่อสำรวจแบ่งดินแดนตามสนธิสัญญา

        รอบแรกในปีพ.ศ.2447(ค.ศ.1904) โดยมีพลตรีหม่อมชาติเดชอุดมเป็นประธานฝ่ายไทยและพันโทแบร์นาร์เป็นประธานฝ่ายอินโดจีนฝรั่งเศสทางฝรั่งเศสได้นำผลการสำรวจไปเขียนเป็นแผนที่ขึ้นชุดหนึ่งคือแผนที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโดจีนหรือแผนที่แบร์นาร์(Bernard)”โดยแผนที่ดังกล่าวได้เขียนให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศส ส่วนในปีพ.ศ.2450(ค.ศ.1907) ได้มีการเจรจาเปลี่ยนแปลงดินแดนบางส่วนเพิ่มเติ่มจึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปักปั่นเขตแดนชุดที่สองโดยมีพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นประธานฝ่ายไทยและพันตรีกีชาต์มงแกร์เป็นประธานฝ่ายอินโดจีนฝรั่งเศส

       หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้นำผลการสำรวจของคณะดังกล่าวไปจัดทำแผนที่เพิ่มเติมขึ้นอีกชุดหนึ่งเรียกว่าแผนที่มงแกร์(Montguers)”โดยเขตแดนบริเวณเขาพระวิหารยังเป็นตามแผนที่ฉบับเดิม สยามได้พิมพ์เผยแพร่แผนที่ทั้งสองฉบับและได้ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมกับฝรั่งเศสเข้าไปปักหลักเขตแดน

      หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาณาเขตระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศสมีการเปลี่ยนแปลงคือรัฐบาลไทยสมัยจอมพลป.ได้ครอบครองดินแดงจังหวัดนครจัมปาศักดิ์จังหวัดลานช้างจังหวัดพิบูลสงครามและจังหวัดพระตะบองซึ่งอยู่ในเขตกัมพูชาในปัจจุบันเพิ่มเติมตาม “อนุสัญญาโตเกียวพ.ศ.2484” แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองฝ่ายญี่ปุ่นแพ้สงครามไทยกับฝรั่งเศสได้ทำการเจรจาดินแดนกันใหม่ได้ยกเลิกอนุสัญญาโตเกียวและปรับดินแดนกลับเป็นเหมือนเดิม  ไทยได้ถอนทหารออกจากเขตแดนจังหวัดทั้งสี่และคืนดินแดนให้ตามสัญญาที่ทำไว้กับฝรั่งเศสแต่ยังไม่ยอมถอนทหารออกจากปราสาทเขาพระวิหารซึ่งทางฝรั่งเศสได้ทักท้วงหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้มีการตอบสนองจากฝั่งไทย


      หลังจากกัมพูชาประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสในพ.ศ.2497ก็ได้รับสืบทอดสนธิสัญญาที่ไทยทำไว้กับฝรั่งเศสและเริ่มเจรจาเรื่องเขตแดนกับฝ่ายไทย  ซึ่งรัฐบาลไทยประกาศในพ.ศ.2501ว่าจะยอมรับสิทธิ์และสนธิสัญญาเกี่ยวกับเขตแดนกับกัมพูชาตามที่ได้ทำสัญญาไว้กับฝรังเศสคือตามสันบันน้ำแต่จะไม่ยอมรับเอกสารใดๆที่แนบท้ายมากับสัญญารวมถึงแผนที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโดจีนด้วยเพราะถือว่าแผนที่ดังกล่าวเป็นฝ่ายฝรั่งเศสทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว
    

       โดยไทยได้อ้างเส้นสีดำว่าเป็นสันปันน้ำที่แท้จริงตามสัญญาในขณะที่กัมพูชาได้อ้างเส้นประสีแดง
ตาแผนที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโดจีนการตีความสนธิสัญญาและการปักปัน
เขตแดนทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยขึ้นจนกระทั้งต้องนำเรื่องขึ้นสู่ศาลโลกในปี2505



คำพิพากษาศาลโลก ปี 2556


       11 พฤศจิกายน 2556 เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยทั้งประเทศต้องจดจำ เมื่อศาลโลกนัดตัดสินคดีกัมพูชาขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 16.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)




            ศาลโลกยืนตามคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารปีั 2505 ให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ส่วนเขตแดนให้ไปตกลงกันเอง 2 ประเทศโดยมี UNESCO ดูแล ขณะที่ทูตวีรชัย ชี้ กัมพูชาไม่ได้ในสิ่งที่ร้องขอต่อศาล
            เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (11 พฤศจิกายน 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการ ศาลโลก ได้ออกนั่งบนบัลลังก์เพื่ออ่านคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารแล้ว โดยคณะผู้พิพากษาเริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ของไทย

            ซึ่งหลังจากนั้น ประธานศาลโลก ได้เริ่มต้นอ่านคำพิพากษาคดีที่กัมพูชาได้ยื่นร้องขอให้ศาลโลกตีความคดีดังกล่าวในปี 2554 ตามธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 เรื่องข้อพิพาทในพื้นที่ใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยประธานศาลโลก ระบุว่า ศาลโลกมีมติรับคำร้องขอของกัมพูชาที่จะตีความคำพิพากษาปี 2505 ตามรัฐธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 โดยให้พิจารณาตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมา ประกอบกับพยานหลักฐานของแต่ละฝ่าย ซึ่งทำให้ศาลโลก ไม่อาจตีความเกินคำพิพากษาปี 2505 ได้

            และเมื่อย้อนกลับไปดูคำตัดสินปี 2505 พบว่า กรณีนี้เป็นประเด็นเขตอำนาจอธิปไตยมากกว่าการกำหนดเขตแดน โดยที่ศาลโลกมีอำนาจรับพิจารณาเฉพาะข้อที่เป็นเหตุที่ไม่ใช่บทปฏิบัติการ และไม่ได้มีแนบในแผนที่ในคำพิพากษาปี 2505 ประกอบกับการนำเหตุการณ์ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เดินทางเยือนปราสาทพระวิหาร โดยมีทางการฝรั่งเศสให้การต้อนรับ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการยอมรับดินแดนทางอ้อม อีกทั้ง การที่คู่ความทั้งสองได้ยอมรับแผนที่ภาคผนวก 1 ทำให้แผนที่ภาคผนวก 1 ถูกบรรจุในสนธิสัญญา สำหรับการที่ขอตีความครั้งนี้ กัมพูชาระบุว่า ขอบเขตพื้นที่พิพาทเล็กมาก ขณะที่ศาลโลกเห็นพ้องว่าพื้นที่พิพาทนี้ก็เล็กมากเช่นกัน

           อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาปี 2505 ศาลไม่มีหน้าที่ปักปันเขตแดน เนื่องจากเห็นว่า เป็นเรื่องการกำหนดอธิปไตยมากกว่ากำหนดดินแดน ดังนั้น ศาลโลกจึงเห็นว่า สมควรให้ไทยและกัมพูชาดำเนินการหารือกันเอง เพื่อร่วมรักษามรดกโลกแห่งนี้ให้คงไว้

           ทั้งนี้ หลังจากศาลโลกได้อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น จากนั้น ในเวลา 17.35 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้แถลงข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายรู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาล ซึ่งหลังจากนี้จะไปหารือกับกัมพูชาในคณะกรรมาธิการร่วมฯ ต่อไป พร้อมกับให้ นายวีระชัย พลาศัย ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความของฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อ
          
          โดย นายวีระชัย พลาศัย ทูตไทยที่เป็นตัวแทนไปสู้คดีเขาพระวิหาร ได้กล่าวว่า ศาลได้ตัดสินว่ามีอำนาจพิจารณาตีความตามคำร้องของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้รับในสิ่งที่มาร้องขอต่อศาล คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งพื้นที่ภูมะเขือ กัมพูชาไม่ได้ เพราะศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน แต่ได้เน้นว่าเป็นพื้นที่เล็กมาก ๆ ซึ่งขณะนี้กำลังคำนวณอยู่ ส่วนพื้นที่ 1 ต่อ 2 แสนตารางกิโลเมตรที่เป็นปัญหากันอยู่นั้น ศาลไม่ได้ตัดสินว่าผูกพันกับไทย ดังนั้นถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ๆ

            นอกจากนี้ นายวีระชัย ยังระบุด้วยว่า ศาลโลกได้แนะนำให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาร่วมกันดูแลเขาพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลก

      นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชา กล่าวภายหลังเดินทางกลับถึงไทยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (13 พ.ย.) ว่า ขอให้คนไทยเปิดรับฟังข้อมูลรอบด้าน โดยยืนยันว่า กัมพูชาไม่ได้ในสิ่งที่ขอศาลใน 2 ประเด็นคือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และศาลไม่ได้ตัดสินให้เส้นเขตแดนในแผนที่ 1: 200,000 เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศตามที่กัมพูชาร้องขอ จึงไม่อยากให้มองว่าใครเป็นผู้แพ้ หรือชนะ เพราะทั้ง 2 ประเทศจะต้องหารือร่วมกันต่อไป

     "เบื้องต้นขอเรียนเลยว่า กัมพูชาไม่ได้รับสิ่งที่มาขอศาล กัมพูชาไม่ได้รับ 4.6 ตร.กม. หรือ 4.54.7 ใดใดก็ตาม กัมพูชาไม่ได้นะครับ พื้นที่ภูมะเขือกัมพูชาไม่ได้นะครับ ศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน เว้นแต่ในบริเวณที่แคบมากๆ ศาลเน้นคำว่าพื้นที่เล็กอยู่มาก ขณะนี้พื้นที่นี้กำลังคำนวนอยู่นะครับ และที่สำคัญศาลไม่ได้ระบุว่าแผนที่ 1:200,000 นั้นนะเป็นส่วนหนึ่งของบนส่วนคำตัดสินในคำตัดสิน 2505 ที่ผูกพันนะครับ ผมคิดว่าอันนี้สำคัญมากๆนะครับ...ศาลแนะนำนะครับ ศาลแนะนำให้ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมมือกันในการที่จะดูแลปราสาทในฐานะที่เป็นมรดกโลก ศาลแนะนำให้ร่วมมือกัน"  นายวีรชัยกล่าว



ขอบคุณ กระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก ไทยพีบีเอส@MFAThai 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น